
วันนี้ได้ยินข่าวหนึ่งทางโทรทัศน์ (ต้องเรียกว่าได้ยินจริงๆ เพราะนั่งเขียนข่าวอยู่ ไม่ได้หันไปมอง)
เป็นข่าวเรื่องดาร์เรน เฮย์ส อดีตนักร้องนำหรือที่บริษัทจัดคอนเสิร์ตของเขาในเมืองไทยเมื่อเร็วๆนี้บอกว่าเป็น 'หัวใจสำคัญ' ของวงดนตรีจากดินแดนดาวน์อันเดอร์ที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่างซาเวจ การ์เด้น
ใจความสำคัญของข่าวมีอยู่ว่า เฮย์ส ออกมาประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของเขาว่า เขาได้เข้าพิธีแต่งงานไปเมื่อไม่นานมานี้ กับ 'เพื่อนชาย' ของเขา
พูดอย่างนี้ คงมีหลายคนนึกสวนทันควันว่า แล้วไง? ผู้ชายสองคนรักกัน แต่งงานกัน อยากจะผูกพันกันมากกว่าในแง่ของความรู้สึกและพฤติกรรม มันผิดตรงไหน?
ช้าก่อน... ท่านทั้งหลาย... ข้าน้อย (ผู้ซึ่งหงุดหงิดงุ่นง่านทุกครั้งที่ได้ยินว่าอีตาจอร์ช ดับเบิลยู บุช เค้าพยายามจะเอาใจพวกอนุรักษ์นิยมด้วยการต่อต้าน same sex marriage หรือการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน)คงมินึกระคายกับเรื่องการสมรสของนักร้องหนุ่ม(หรือสาว) จากออสเตรเลียผู้นี้ ถ้าหากว่าครั้งหนึ่งเขาผู้นี้ไม่ได้เคยแต่งงานกับผู้หญิงมาแล้ว
ถ้าความทรงจำในสมองที่เป็นห้องว่างให้เช่าของข้าน้อยจะหลงๆลืมๆไปบ้างก็ต้องขออภัย (และขอโทษที่ไม่ได้ขยันขนาดจะไปหาข้อมูลมายืนยันอีกครั้ง)แต่เท่าที่ระลึกได้ในฐานะแฟนของซาเวจ การ์เด้นตั้งแต่ชุดแรก ดาร์เรน เฮย์ส มีภรรยาเป็นตัวเป็นตนอยู่ที่ออสเตรเลีย และเป็นภรรยาผู้หญิงเสียด้วย เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนตอนที่มาโปรโมตอัลบั้มแรกที่เมืองไทยว่าอย่างนั้น
พอได้ยินข่าวนี้ ก็ทำให้นึกไพล่ไปถึงอีกข่าวที่ลอยมาตามลม แต่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับปริ่มขอบแก้ว ว่ามีรุ่นพี่ผู้ชายที่มหา'ลัยคนหนึ่ง เพิ่งมา 'คัมเอาท์' เมื่อเร็วๆนี้แน่นอนว่าหลายคนที่ได้ยินข่าวนี้ก็อาจรู้สึกประหลาดใจ งง ตื่นเต้น หรือแม้แต่ยินดี และชื่นชมกับความกล้าหาญของพี่เค้า ถึงแม้ว่าจะล่วงเลยมาถึงวัยทำงานแล้วก็ตาม
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตอนที่พี่เค้าตัดสินใจประกาศอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองนั้น เค้ากำลังคบหา หรือพูดง่ายๆกว่า เป็นแฟน กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
รายงานข่าวลอยลมมาอีกว่าผู้หญิงคนนั้นถึงกับช็อกไปเลย เมื่อเจอแฟนบอกเลิก และบอกเลิกด้วยเหตุผลที่ชวนอึ้งกว่าเหตุผลอื่นเป็นไหนๆ
ยกมาแค่สองกรณีนี้ก็น่าจะทำให้พวกท่านเดาทางถูก ว่าข้าน้อยจะขอบ่นเรื่องอะไรในบล็อกนี้
(นี่ไม่ได้โปรโมตภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งเร็วๆนี้ที่จับประเด็นน่าสนใจทางสังคมมาถ่ายทอดได้อย่างน่าเบื่อมากหรอกนะ บอกเอาไว้ก่อน)
แม่นแล้ว... เรากำลังจะพูดถึงเรื่องของความสับสนทางเพศของคนสมัยนี้ที่มามีผลกระทบต่อเพศตรงข้าม(หรือเพศข้างๆ)อย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
ในยุคที่คำว่าเพศทางพฤตินัยไม่ได้มีแค่ผู้หญิงและผู้ชายอีกต่อไป อิสรภาพในการเลือกวิถีชีวิตตามทางของตัวเป็นสิ่งที่ใครๆต่างก็ปรารถนา แถมการได้รับการยอมรับจากคนในสังคม และการเป็น somebody ยังเป็นตัวกำหนดลมหายใจเข้าออกของใครๆอีกมากมาย ผู้ชายหลายคนในสังคมยังคงไม่อาจก้าวข้ามความต้องการที่จะแสดงซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศที่แท้จริงของตัวเองได้ เพราะยังคงติดอยู่ในวังวนของความกลัวที่จะถูกต่อต้านและไม่ได้รับการยอมรับ (จนอาจบิดเบือนความรู้สึกทางเพศและเพศของตัวเองไปในที่สุด )
ความซวยจึงไปตกอยู่ที่ผู้หญิงหลายต่อหลายคน (ที่จริงผู้ชายหลายคนก็เคยได้รับผลกระทบจากผู้หญิงในทำนองเดียวกันเช่นกัน) ที่ต้องมารัก ร่วมทุกข์ ร่วมสุข หรือแม้กระทั่งร่วมเพศกับคนที่ไม่ได้รักเธอหรืออยากมีอนาคตที่จริงใจกับคนเพศเธอเลย
จึงใคร่อยากจะขอร้องว่ากรุณาอย่าทำร้ายผู้อื่นด้วยความยังไม่แน่ใจในเพศของตัวเองเลย...
เพราะระหว่างทางที่เราจะเดินไปสวมมงกุฎราชินีดอกไม้ป่าที่ใฝ่ฝันมานานนั้น เราไม่จำเป็นต้องเด็ดดอกไม้ข้างทางออกมาแซมผมเล่นเพียงเพราะไม่แน่ใจหรือแอบหวังว่ามันอาจจะเป็นดอกไม้ที่เสริมให้คนอื่นเห็นว่าเราสวยงามก็เป็นได้
โอเค้?

1 comment:
ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูล
Post a Comment